
สายพันธุ์อันยาวนานของรถสปอร์ตเปิดหลังคา Mazda MX-5 Roadster เริ่มต้นขึ้นในปี 1989 และเดินทางผ่านกาลเวลามาถึงตัวถังของรุ่นที่ 3 โดยใช้เวลาพัฒนาเกือบ 20 ปี จนได้รถยนต์สปอร์ตสองประตูขนาดเล็ก ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งรูปทรง, เครื่องยนต์, และการขับขีี่ควบคุม
จากความสำเร็จที่กลายเป็นบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของยอดการขาย และความนิยมรถ MX-5 ในโมเดลแรกสุดกลายเป็นสิ่งที่รุ่นต่อไปต้องสานต่อและต้องทำให้ดีกว่า รถสปอร์ตต้นตำรับ Zoom Zoom Mazda MX-5 ในรุ่นที่สาม ถูกปรับปรุงโฉมให้ทันสมัยขึ้นมากกว่าตัวแรกแบบเทียบกันไม่ติด จุดที่ได้รับการปรับแต่งนั้นมีมากกว่าที่เห็นกันภายนอก เพราะนอกจากจะใช้กันชนหน้า,หลังรูปทรงใหม่ ไฟหน้าที่ดูดีขึ้นรวมถึงไฟท้ายแบบใหม่ ที่ออกแบบให้เห็นถึงรายละเอียดภายในทั้งหมดแล้ว Mazda ยังปรับปรุงจุดด้อยภายในห้องโดยสาร ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงในการประกอบ การใช้โทนสีเงินเข้มเพื่อเน้นถึงบรรยากาศแบบรถ Roadster ให้เข้มข้นขึ้นไปอีกและดูดีกว่าสองรุ่นที่เคยสร้างสถิติอันสวยงามของยอด จำหน่ายที่สูงลิบ เพื่อให้มันกลายเป็นรถยนต์ตัวแทนสัญลักษณ์แบบสปอร์ตของค่าย Mazda

MX-5 Roadster รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ ในเมืองไทย บริษัท Mazda ส่งเข้ามาจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวคือรุ่นหลังคาแข็งแบบพับได้ และกลายเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งวิศวกรของ Mazda สามารถออกแบบชุดหลังคาใหม่แทนหลังคาผ้าใบแบบเดิมๆ ที่ดูแลรักษาได้ยากกว่า หลังคาแข็งแบบใหม่มีชื่อเรียกว่า RHT หรือ Retractable Hard Top ยังเก็บเสียงได้ดีกว่ามากและมีความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยสามารถกางออกและใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการกางหรือพับเก็บด้วยความนิ่มนวล จากชุดมอเตอร์เล็กๆ ที่ทำงานได้รวดเร็วท่ี่สุดในโลก (12 วินาที) รูปแบบของหลังคาแข็งรุ่นใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความเป็นรถ Roadster ตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้หน้าตาและประโยชน์ใช้สอยของตัวรถถูกเสริมให้เด่นขึ้น มีรูปแบบที่เหนือกว่ารถยนต์สปอร์ตคูเป้ ที่มักจะมีรุ่นเปิดหลังคาออกมาทำตลาด แต่พอใส่ชุดหลังคาแบบพับได้จะดูไม่ค่อยเข้ากัน เนื่องจากติดเสา C และต้องเสียพื้นที่ในการเก็บสัมภาระท้ายรถอีกด้วย



ฝากระโปรงท้ายของ MX-5 ใหม่ มีความจุถึง 150 ลิตร กลไกการทำงานของชุดหลังคา ไม่ไปรบกวนหรือต้องอาศัยพื้นที่ของฝาท้ายมาช่วยในการพับเก็บจากการออกแบบอัน ชาญฉลาด เมื่อเอาหลังคาลงเพื่อกลายเป็นรถเปิดประทุนเต็มรูปแบบแล้ว จะดูเรียบสนิทไร้รอยต่อ หรือกางหลังคาขึ้นมันก็จะมีรูปทรงเป็นรถ Coupe ขนาดกะทัดรัด ถึงจะขาดบรรยากาศแบบเก่าๆ ที่ยุคหนึ่งรถเปิดหลังคาแทบทุกคันยังคงต้องใช้มือ เปิด-ปิดเอง แต่ความสะดวกสบายในกลไกการกางและพับหลังคาทำให้ผู้ที่ได้ขับขี่ ได้รับความอภิรมย์เพิ่มขึ้น เวลาเพียง 12 วินาที ในการกางหรือพับชุดหลังคากลายเป็นสถิติที่ยากจะทำลาย เมื่อบวกกับค่าตัวที่ถูกที่สุดสำหรับรถยนต์ในสไตล์ Roadster ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ไปโดยปริยาย ชุดหลังคาแข็งแบบใหม่ทำให้ตัวรถ MX-5 มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 37 กิโลกรัม แต่มันกลับไม่สร้างภาระให้กับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และไม่มีผลกระทบใดๆ กับการทรงตัวของรถเนื่องจากน้ำหนัก 37 กิโลกรัมที่ว่าไปตกอยู่ในบริเวณกึ่งกลางของรถพอดี


เมื่ิอลองเข้าไปนั่งในตำแหน่งขับขี่ จะรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างคนกับเครื่องจักรแบบแยกกันไม่ออก เบาะแบบสปอร์ตโอบกระชับตัว และโอบรับแนวไหล่ของผู้ขับขี่ได้ดีโดยไม่รู้สึกอึดอัด หน้าปัดท์และอุปกรณ์ต่างๆ ถูกจัดวางเอาไว้อย่างดีและสามารถใช้งานได้สะดวก ไม่มีปุ่มหรือสวิตช์ที่ซับซ้อนจนทำให้เกิดความสับสนยามใช้งาน ท่านั่งขับขี่แบบปกติรองรับคนตัวโตๆ ที่มีความสูงกว่า 180 เซนติเมตรได้อย่างสบาย เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานควบคู่ไปกับระบบเกียร์แบบ 6 สปีด อย่างไร้ที่ติ และมีความสมดุลกับน้ำหนักของตัวรถมากที่สุด ช่วงล่างที่ขึ้นชื่อและมีความยึดเกาะถนนดีกว่ารถยนต์ทั่วๆ ไปที่มี ซี.ซี. เท่าๆ กับมัน แสดงออกอย่างเป็นกลางยามขับขี่ด้วยความเร็วสูง แซสซีส์ที่แข็งแกร่งกว่าปกติ อาจทำให้รู้สึกว่ามันกระด้างไปบ้าง ยามต้องพบกับสภาพถนนในเมืองไทยที่ไม่ค่อยจะเรียบนัก แต่ความมั่นคงในการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ทำให้คุณลืมช่วงล่างแบบกระด้างไปได้อย่างง่ายดาย


การกระจายน้ำหนักที่ 50/50 ทำให้ตัวรถมีเสถียรภาพที่ดีและสามารถควบคุมอาการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะขับขี่บนทางตรงยาวๆ ทางโค้งขึ้น-ลงเขา วิศวกรของ Mazda จัดวางเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่ทำให้ล้อด้านหน้าและหลังอยู่ในระดับที่ สมดุลกันมากที่สุด เพื่อต้องการให้รถ MX5 ตอบสนองและเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ขับขี่ ความน่าสนใจในตัวรถเกิดจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกบวกกับการขับขี่ที่ เป็นเลิศทางสมรรถนะ ซึ่งเหมาะมากกับเมืองใหญ่ๆ ที่มีสภาพการจราจรคับคั่ง ความหมายของคำว่า Zoom Zoom คือนิยามของรถยนต์ที่ขับขี่ได้สนุกสนานและหลอมรวมระหว่างผู้ขับกับตัวรถให้ กลายเป็นหนึ่งเดียว โดยมีเทคโนโลยีของ Mazda มาเชื่อมต่อให้ความฝันกลายมาเป็นความจริงได้ ผ่านทางรถ Mazda MX5 Roadster


โครงสร้างของ MX-5 NC Roadster-Coupe ใช้โครงสร้างแบบโมโนค็อก วางตำแหน่งเครื่องยนต์ตามยาวด้านหน้า-ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง หรือ Front-Midship Engine โดยการวางเครื่องยนต์ลงไปบริเวณด้านหลังของเพลาขับหน้า เพื่ิอทำให้อัตราการกระจายน้ำหนักสามารถส่งประสิทธิภาพไปถึงสมรรถนะของตัวรถ ในขณะที่ขับขี่อย่างสูงสุด ตัวถังของมันกว่า 60% ใช้เหล็กกล้าประเภท Ultra High Tensile Steel ให้ความแข็งแกร่งของโครงรถเมื่อต้องรับแรงบิดเนื่องจากเป็นรถที่พับหลังคา ได้ ความแข็งแรงของโลหะที่ใช้ทำโครงสร้างยังออกแบบให้รองรับแรงจากเครื่องยนต์ และการทำงานของระบบกันสะเทือน รวมถึงปกป้องผู้โดยสารหากเกิดอุบัติเหตุ โดยวิศวกรที่ออกแบบโครงสร้างยังต้องคำนึงถึงน้ำหนักตัวทั้งหมด ทำให้ MX5 NC Roadster-Coupe มีน้ำหนักเพียง 1075 กิโลกรัม บนตัวถังแบบผสม Coupe-Roadster ถูกพัฒนาสายพันธุ์มาจนถึงรุ่นที่สามแล้ว โดยการใช้แนวคิดที่ผู้ขับขี่จะต้องประสานไปกับตัวรถ ด้วยการออกแบบระบบบังคับเลี้ยวอันแม่นยำเฉียบคม มีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารที่จัดวางอุปกรณ์อย่างลงตัว ง่ายต่อการใช้งาน เมื่อปิดหลังคาวิ่ง MX-5 NC มีความดังจากเสียงภายนอกประมาณ 2.7 เดซิเบล เมื่อใช้ความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เครื่องยนต์ของ Mazda MX-5 NC Roadster-Coupe มีสองขนาดความจุให้เลือก คือ เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ใช้รหัส MZR1.8 มีเรี่ยวแรงประมาณ 126 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดท้วมๆ ที่ 167 นิวตันเมตร - 4,500 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราเร่งพอสนุกจาก 0-100 กิโลเมตรใช้เวลา 9.9 วินาที กับความเร็วปลายแบบมิดคันเร่งที่ 198.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเครื่องอีกตัวที่แรงขึ้นในรถคันทดสอบ คือ เครื่อง MZR 2.0 ปริมาตรความจุ 1,999 c.c. 16 วาล์วให้กำลัง 167 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์ออโต้ 6 สปีด โดยตัวรถรุ่นเกียร์ธรรมดาสามารถกดกันสุดคันเร่งที่ 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ทำได้ในเวลา 7.6 วินาที ฝาสูบและเสื้อสูบทำจากอะลูมิเนียม Iron Cylinder Liners, DOHC (Double-Overhead Camshafts) พร้อมระบบแปรผันวาล์วไอดี ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบซีเควนเชียล ควบคุมการทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Multi Point และระบบจุดระเบิด แบบ Coil On plug อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 10.8:1 ความสูงกระบอกสูบ 83.1 มิลลิเมตร ช่วงชัก 87.5 มิลลิเมตร ระดับของการเปิด-ปิดวาล์วไอดีจะแปรผันอยู่ที่ระดับ 30 องศาเมื่อวัดที่แคมชาร์ป


ชุดปรับตั้งวาล์ว เป็นแบบแผ่นชิม ช่วยยืดอายุการใช้งานและบำรุงรักษาต่ำ ลูกสูบเคลือบด้วยสาร Molybdic Anti-Friction Compound เพื่อลดความสึกหรอจากการเสียดสีในห้องเผาไหม้ ระบบแปรผันทางเดินไอดี Variable Intake System (VIS) สร้างแรงบิดให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบ VIS ถูกปรับแต่งให้เน้นความสำคัญในการลดเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ ในรอบการทำงานที่สูงผ่านท่อไอเสีย แคตเตอร์ไลติกและท่อพักท้าย จึงให้เสียงที่ทุ้มนุ่มแบบเรียบๆ ของเครื่องสี่กระบอกสูบ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าแบบ ปีกนกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ปรับปรุงระยะ Front Roll Center ลง 26 มิลลิเมตร ซึ่งการปรับปรุงจุดนี้ จะทำให้การหมุนตัวในระหว่างทำการเลี้ยวได้ดีขึ้น ลดการเอียงของตัวรถขณะขับเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูง โช้คอัพถูกอัพเกรดขึ้นไปใช้โช้คชั้นดีของเยอรมัน ยี่ห้อ Bilsteni ระบบห้ามล้อเหมาะสมดีกับกำลังของเครื่องยนต์และน้ำหนักของตัวรถ ด้านหน้าใช้จานดิสเบรก ขนาด 290 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมีขนาดย่อมลงมาเล็กน้อยที่ 280 มิลลิเมตร พร้อมด้วยระบบช่วยเบรก TCS-Traction Control System ช่วยลดอาการหมุนฟรีของล้อขับเคลื่อนคู่หลัง รวมถึงระบบช่วยในการทรงตัว DSC-Dynamic Stability Control ช่วยป้องกันตัวรถไม่ให้หลุดออกนอกโค้งแต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในลิมิตที่สมองกลจะ ปรับการทำงานช่วย เกินกว่านี้ก็ตัวใครตัวมัน แต่หากเชื่อมั่นในฝีมือการขับของตนเองว่าเจ๋งพอ สามารถปิดสวิตช์การทำงานของระบบช่วยการทรงตัวต่างๆ คราวนี้ท่านก็จะได้สัมผัสความรู้สึกโดยตรงกับอัตราการกระจายน้ำหนักแบบ 50/50 ซึ่่งรถยนต์น้อยคันในยุคนี้จะทำได้แบบมัน














ขอขอบคุณ: ไทยรัฐออนไลน์ ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลจากคอลัมน์ Man & Machine

